ตารางขนาดน็อต สกรู เกลียวเมตริก เป็นข้อมูลที่ช่างซ่อมบำรุง ช่างกลึง และฝ่ายจัดซื้อต้องใช้บ่อยที่สุดตัวหนึ่ง ทั้งตอนเลือกประแจ เจาะรูต๊าปเกลียว หรือสั่งซื้อสลักเกลียวให้ตรงสเปก บทความนี้รวบรวมขนาดเกลียวเมตริกตั้งแต่ M3 ถึง M30 ระยะพิตช์หยาบและละเอียด ขนาดประแจตามมาตรฐาน ISO เทียบกับ DIN/JIS ที่ต่างกัน (โดยเฉพาะ M10, M12, M14 และ M22) ขนาดดอกสว่านเจาะรูต๊าป และความหมายของเกรดน็อต 4.6, 8.8, 10.9, 12.9 ไว้ในที่เดียว
เก็บหน้านี้ไว้เป็นตารางอ้างอิงประจำห้องซ่อมบำรุงได้เลย และในตอนท้ายเราจะพูดถึงการตัดเหล็กเกลียวตลอดและเพลาสำหรับทำสลักเกลียวด้วยเครื่องเลื่อยสายพานด้วย
วิธีอ่านขนาดเกลียวเมตริก เช่น M12x1.75
เกลียวเมตริกตามมาตรฐาน ISO มีรูปแบบการเขียนง่ายๆ ดังนี้
- M หมายถึงเกลียวเมตริก ISO (มุมเกลียว 60 องศา)
- ตัวเลขหลัง M คือเส้นผ่านศูนย์กลางระบุของเกลียวนอก หน่วยมิลลิเมตร เช่น M12 คือโตประมาณ 12 มม.
- ตัวเลขหลังเครื่องหมาย x คือระยะพิตช์ (Pitch) หรือระยะห่างระหว่างยอดเกลียวที่อยู่ติดกัน หน่วยมิลลิเมตร
- ความยาว ของสกรูมักเขียนต่อท้าย เช่น M12x1.75×50 หรือ M12x50 หมายถึงยาว 50 มม. (วัดจากใต้หัวถึงปลาย สำหรับสกรูหัวหกเหลี่ยม)
ถ้าเขียนแค่ M12 โดยไม่บอกพิตช์ ตามธรรมเนียมจะหมายถึง เกลียวหยาบ (Coarse thread) ซึ่งเป็นพิตช์มาตรฐานของขนาดนั้น ส่วนเกลียวละเอียดต้องเขียนพิตช์กำกับเสมอ เช่น M12x1.25 หรือ M12x1.5
เกลียวหยาบ vs เกลียวละเอียด ต่างกันอย่างไร
เกลียวหยาบ (Coarse)
เป็นเกลียวมาตรฐานที่ใช้มากที่สุด ขันเข้าออกเร็ว ไม่ค่อยเสียเกลียวจากฝุ่นหรือรอยบุบ ทนต่อการถอดประกอบบ่อย และหาซื้อง่าย เหมาะกับงานโครงสร้าง งานประกอบเครื่องจักรทั่วไป และงานที่ขันเข้าเนื้อวัสดุที่อ่อนกว่า เช่น อะลูมิเนียมหรือเหล็กหล่อ
เกลียวละเอียด (Fine)
พิตช์ถี่กว่า แกนสกรูเหลือเนื้อมากกว่าที่ขนาดเดียวกัน ปรับตั้งระยะได้ละเอียด และคลายตัวยากกว่าเมื่อเจอแรงสั่น จึงพบในงานยานยนต์ งานปรับตั้ง หัวต่อไฮดรอลิก และชิ้นส่วนผนังบาง แต่ต้องระวังเรื่องเกลียวกินกันหรือเสียง่ายถ้าขันเอียง
ตารางขนาดเกลียวเมตริก M3–M30 พิตช์ ประแจ และดอกสว่านต๊าป
ตารางหลักด้านล่างรวมพิตช์หยาบ พิตช์ละเอียดที่พบบ่อย ขนาดดอกสว่านเจาะรูต๊าปสำหรับเกลียวหยาบ และขนาดประแจตาม ISO (ISO 272 / ISO 4032) ดอกสว่านต๊าปคำนวณจากสูตร D − P (อธิบายในหัวข้อถัดไป)
| ขนาด | พิตช์หยาบ (มม.) | พิตช์ละเอียดที่พบบ่อย (มม.) | ดอกสว่านต๊าป เกลียวหยาบ (มม.) | ประแจ ISO (มม.) | ประแจหกเหลี่ยม สกรูหัวจม (มม.) |
|---|---|---|---|---|---|
| M3 | 0.5 | 0.35 | 2.5 | 5.5 | 2.5 |
| M4 | 0.7 | 0.5 | 3.3 | 7 | 3 |
| M5 | 0.8 | 0.5 | 4.2 | 8 | 4 |
| M6 | 1.0 | 0.75 | 5.0 | 10 | 5 |
| M8 | 1.25 | 1.0 | 6.8 | 13 | 6 |
| M10 | 1.5 | 1.25 / 1.0 | 8.5 | 16 | 8 |
| M12 | 1.75 | 1.25 / 1.5 | 10.2 | 18 | 10 |
| M14 | 2.0 | 1.5 | 12.0 | 21 | 12 |
| M16 | 2.0 | 1.5 | 14.0 | 24 | 14 |
| M18 | 2.5 | 1.5 / 2.0 | 15.5 | 27 | 14 |
| M20 | 2.5 | 1.5 / 2.0 | 17.5 | 30 | 17 |
| M22 | 2.5 | 1.5 / 2.0 | 19.5 | 34 | 17 |
| M24 | 3.0 | 2.0 | 21.0 | 36 | 19 |
| M27 | 3.0 | 2.0 | 24.0 | 41 | 19 |
| M30 | 3.5 | 2.0 | 26.5 | 46 | 22 |
หมายเหตุ: ดอกสว่านต๊าปของ M8 และ M12 ตามสูตรได้ 6.75 และ 10.25 มม. ในทางปฏิบัติใช้ดอกขนาด 6.8 และ 10.2 มม. ที่มีขายทั่วไป ประแจหกเหลี่ยมสำหรับสกรูหัวจม (Socket head cap screw) อ้างอิงขนาดตาม ISO 4762 ซึ่งสกรูหัวจมของบางยี่ห้อหรือบางมาตรฐานอาจต่างไป ควรตรวจกับของจริง
ขนาดประแจ ISO vs DIN vs JIS ทำไมไม่ตรงกัน
ปัญหาคลาสสิกในโรงงานคือ “ประแจเบอร์ 17 ขันน็อต M10 ได้ แต่อีกตัว M10 เหมือนกันกลับต้องใช้เบอร์ 16” สาเหตุคือมาตรฐานแต่ละระบบกำหนดขนาดหกเหลี่ยม (Width across flats) ต่างกันในบางขนาด มาตรฐาน ISO ปรับขนาดหัวของบางเบอร์ (ส่วนใหญ่เล็กลง) ขณะที่มาตรฐานเยอรมันเดิม (DIN 931/933/934) และ JIS แบบดั้งเดิม (ที่ยังพบมากในเครื่องจักรญี่ปุ่นและตลาดไทย) ยังใช้ขนาดเดิม
| ขนาดเกลียว | ประแจ ISO (มม.) | ประแจ DIN / JIS แบบดั้งเดิม (มม.) | ข้อสังเกต |
|---|---|---|---|
| M10 | 16 | 17 | เจอบ่อยที่สุดในหน้างาน |
| M12 | 18 | 19 | ประแจเบอร์ 19 ใช้กันแพร่หลายในไทย |
| M14 | 21 | 22 | ระวังสับสนกับ M16 ที่ใช้เบอร์ 24 เท่ากันทุกระบบ |
| M22 | 34 | 32 | ขนาดเดียวที่ ISO ใหญ่กว่า |
| M16, M20, M24 | 24, 30, 36 | 24, 30, 36 | เท่ากันทุกระบบ |
นอกจากนี้ ในงานยานยนต์และเครื่องจักรญี่ปุ่นบางรุ่นยังพบสลักเกลียวหัวเล็ก (Small hex) ตาม JIS ซึ่งใช้ประแจเล็กลงไปอีก เช่น M8 ใช้เบอร์ 12 และ M10 ใช้เบอร์ 14 ดังนั้นก่อนสั่งน็อตทดแทน ให้วัดขนาดหัวของตัวเดิมด้วยเวอร์เนียร์ทุกครั้ง จะได้ไม่ต้องเปลี่ยนเครื่องมือหน้างาน
วิธีคำนวณขนาดดอกสว่านเจาะรูต๊าป
สูตรที่ช่างใช้กันทั่วไปสำหรับเกลียวเมตริกคือ
ดอกสว่านต๊าป (มม.) = เส้นผ่านศูนย์กลางเกลียว (D) − ระยะพิตช์ (P)
ตัวอย่างเช่น M10x1.5 ใช้ดอก 10 − 1.5 = 8.5 มม. หรือ M16x2.0 ใช้ดอก 16 − 2.0 = 14.0 มม. สูตรนี้ให้ความลึกเกลียวราว 75% ซึ่งเป็นค่าทั่วไปที่สมดุลระหว่างความแข็งแรงของเกลียวและแรงที่ใช้ต๊าป สำหรับเกลียวละเอียดก็ใช้สูตรเดียวกัน
| เกลียวละเอียด | ดอกสว่านต๊าป (มม.) |
|---|---|
| M8x1.0 | 7.0 |
| M10x1.25 | 8.75 (ใช้ 8.8) |
| M10x1.0 | 9.0 |
| M12x1.25 | 10.75 (ใช้ 10.8) |
| M12x1.5 | 10.5 |
| M14x1.5 | 12.5 |
| M16x1.5 | 14.5 |
| M20x1.5 | 18.5 |
| M24x2.0 | 22.0 |
ข้อควรรู้เพิ่มเติม
- วัสดุแข็งหรือเหนียว เช่น สแตนเลสหรือเหล็กชุบแข็ง อาจขยายรูขึ้นเล็กน้อยเพื่อลดภาระดอกต๊าปและลดโอกาสหัก
- ต๊าปแบบรีดขึ้นรูป (Forming tap / Roll tap) ใช้รูเจาะใหญ่กว่าสูตรนี้ ให้ดูค่าที่ผู้ผลิตดอกต๊าปกำหนด
- เจาะรูตันให้ลึกกว่าความยาวเกลียวที่ต้องการพอสมควร เผื่อปลายดอกต๊าปที่ไม่มีเกลียวเต็ม
เกรดน็อต 4.6 / 8.8 / 10.9 / 12.9 หมายถึงอะไร
ตัวเลขบนหัวสลักเกลียวเมตริกคือ Property class ตามมาตรฐาน ISO 898-1 อ่านได้ดังนี้
- ตัวเลขหน้าจุด x 100 = ความต้านแรงดึงระบุ (Nominal tensile strength) หน่วย MPa
- ตัวเลขหลังจุด x 10 = อัตราส่วนจุดคราก (Yield) ต่อความต้านแรงดึง เป็นเปอร์เซ็นต์
- นำสองค่ามาคูณกันจะได้จุดครากระบุ เช่น เกรด 8.8 = 800 MPa x 0.8 = 640 MPa
| เกรด | ความต้านแรงดึงระบุ (MPa) | จุดครากระบุ (MPa) | ลักษณะวัสดุโดยทั่วไป | งานที่นิยม |
|---|---|---|---|---|
| 4.6 | 400 | 240 | เหล็กคาร์บอนต่ำ ไม่ผ่านการชุบแข็ง | งานทั่วไป รับแรงน้อย ราวกั้น ฝาครอบ |
| 8.8 | 800 | 640 | เหล็กคาร์บอนปานกลางหรือเหล็กผสม ชุบแข็งและอบคืนตัว | เครื่องจักร โครงสร้างเหล็ก งานรับแรงทั่วไป |
| 10.9 | 1,000 | 900 | เหล็กผสม ชุบแข็งและอบคืนตัว | ยานยนต์ เครื่องจักรหนัก จุดรับแรงสั่นสะเทือน |
| 12.9 | 1,200 | 1,080 | เหล็กผสม ชุบแข็งและอบคืนตัว | สกรูหัวจมในแม่พิมพ์ จิ๊กฟิกซ์เจอร์ งานความแข็งแรงสูงสุด |
หมายเหตุ: ใน ISO 898-1 ค่าต่ำสุดที่ต้องผ่านการทดสอบอาจสูงกว่าค่าระบุเล็กน้อย เช่น เกรด 8.8 ขนาดใหญ่กว่า M16 กำหนดความต้านแรงดึงขั้นต่ำ 830 MPa เกรด 10.9 ขั้นต่ำ 1,040 MPa และเกรด 12.9 ขั้นต่ำ 1,220 MPa ส่วนน็อตตัวเมียใช้เลขเกรดตัวเดียว (เช่น 8, 10, 12) ควรเลือกให้เข้าคู่กับเกรดสลักเกลียว เช่น สลักเกรด 8.8 ใช้น็อตเกรด 8 ขึ้นไป
สลักเกลียวเกรดสูงผลิตจากเหล็กที่ชุบแข็งได้ เช่น เหล็กคาร์บอนปานกลางกลุ่มเดียวกับ S45C หรือเหล็กผสมโครเมียม-โมลิบดีนัมอย่าง SCM440 (4140) แล้วนำไปชุบแข็งและอบคืนตัว ความแข็งของสลักเกรดสูงจึงสูงกว่าเหล็กเหนียวทั่วไปมาก ดูการเทียบสเกลความแข็งได้ที่ ตารางแปลงความแข็งโลหะ HRC HB HV
ตัวอย่างใช้งานจริง: เลือกน็อตยึดฐานเครื่องจักร
สมมติช่างซ่อมบำรุงต้องเปลี่ยนสลักเกลียวยึดฐานมอเตอร์ที่รูเกลียวเดิมเป็น M12 วัดพิตช์ได้ 1.75 มม. ขั้นตอนที่แนะนำคือ
- ยืนยันขนาดเกลียว ใช้หวีวัดเกลียว (Thread gauge) วัดพิตช์ ได้ 1.75 แสดงว่าเป็นเกลียวหยาบ M12 มาตรฐาน
- ตรวจเกรดของตัวเดิม ดูตัวเลขบนหัว ถ้าเดิมเป็น 8.8 ให้ใช้เกรด 8.8 ขึ้นไป ห้ามเปลี่ยนเป็น 4.6 เพราะความต้านแรงดึงระบุลดลงครึ่งหนึ่ง (800 เหลือ 400 MPa)
- เช็คขนาดหัว วัดหัวหกเหลี่ยมตัวเดิมว่าเป็น 18 หรือ 19 มม. จะได้เตรียมประแจถูกเบอร์
- เลือกความยาว ให้เกลียวกินเนื้อรูเกลียวเหล็กอย่างน้อยประมาณ 1 เท่าของขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง (ราว 12 มม.) และเพิ่มขึ้นเมื่อขันเข้าวัสดุที่อ่อนกว่า เช่น เหล็กหล่อหรืออะลูมิเนียม
- ถ้ารูเกลียวเสีย และต้องต๊าปใหม่ขนาดเดิม ใช้ดอกต๊าป M12x1.75 ทำความสะอาด หากต้องเจาะใหม่ทั้งหมดใช้ดอกสว่าน 10.2 มม.
เชื่อมโยงกับงานตัดเหล็ก: ตัดเหล็กเกลียวและเพลาด้วยเครื่องเลื่อยสายพาน
โรงงานที่ผลิตสลักเกลียวพิเศษ งานสตัด หรือร้านที่ขายเหล็กเกลียวตลอด (Threaded rod) มักต้องตัดเหล็กเส้นกลมจำนวนมากให้ได้ความยาวเท่ากัน เครื่องเลื่อยสายพานเป็นเครื่องมือที่เหมาะกับงานนี้ เพราะ
- หน้าตัดเรียบ ได้ฉาก ลดงานลบคมและงานกลึงหน้าก่อนขึ้นเกลียว
- ตัดได้ทีละมัด เหล็กเกลียวตลอดหรือเพลาขนาดเล็กสามารถมัดรวมแล้วตัดพร้อมกัน ดูเทคนิคใน ตัดงาน Bundle ด้วยเครื่องเลื่อยสายพาน
- ตัดเหล็กชุบแข็งได้ เมื่อเลือกใบที่เหมาะสม เช่น ใบไบเมทัล M42 หรือใบคาร์ไบด์สำหรับวัสดุแข็งมาก
สำหรับเหล็กเกลียวตลอด ควรเลือก TPI ที่ถี่พอให้มีฟันสัมผัสชิ้นงานอย่างน้อย 3 ซี่ เพื่อไม่ให้ฟันกระแทกยอดเกลียวจนบิ่น และตั้งความเร็วตัดตามชนิดวัสดุ ศึกษาเพิ่มได้จาก ความเร็วตัดเครื่องเลื่อยสายพานตามชนิดวัสดุ และหากต้องคำนวณน้ำหนักเพลาที่จะสั่งมาตัด ใช้ ตารางน้ำหนักเหล็กและสูตรคำนวณ ได้เลย
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
น็อต M10 ใช้ประแจเบอร์อะไร?
ถ้าเป็นมาตรฐาน ISO ใช้ประแจเบอร์ 16 แต่ถ้าเป็นมาตรฐาน DIN หรือ JIS แบบดั้งเดิมใช้เบอร์ 17 และสลักเกลียวหัวเล็กแบบญี่ปุ่นบางรุ่นใช้เบอร์ 14 ควรวัดหัวน็อตจริงก่อนเสมอ
M12 พิตช์เท่าไหร่?
M12 เกลียวหยาบมาตรฐานมีพิตช์ 1.75 มม. ส่วนเกลียวละเอียดที่พบบ่อยคือ 1.25 และ 1.5 มม.
เจาะรูต๊าป M8 ใช้ดอกสว่านกี่มิล?
M8x1.25 (เกลียวหยาบ) ใช้ดอกสว่าน 6.8 มม. ส่วน M8x1.0 (เกลียวละเอียด) ใช้ดอก 7.0 มม.
น็อตเกรด 8.8 กับ 12.9 ใช้แทนกันได้ไหม?
ใช้เกรดสูงกว่าแทนเกรดต่ำกว่าได้ในงานส่วนใหญ่ แต่ไม่ควรทำกลับกัน อย่างไรก็ตามเกรด 12.9 มีความเหนียวน้อยกว่า และต้องใช้แรงขันตามสเปกของเกรดนั้น งานที่ผู้ผลิตเครื่องจักรกำหนดเกรดไว้ควรใช้ตามที่กำหนด
สแตนเลส A2-70 กับเกรด 8.8 ต่างกันอย่างไร?
A2-70 เป็นการระบุเกรดสลักเกลียวสแตนเลสตามมาตรฐาน ISO 3506 โดย A2 คือกลุ่มสแตนเลสออสเทนนิติก และ 70 หมายถึงความต้านแรงดึงประมาณ 700 MPa เน้นทนสนิมมากกว่าความแข็งแรง ส่วนเกรด 8.8 เป็นเหล็กกล้าชุบแข็งที่แข็งแรงกว่าแต่ต้องชุบผิวกันสนิม
สรุป
ตารางขนาดน็อต สกรู เกลียวเมตริก M3–M30 ช่วยให้เลือกพิตช์ ดอกสว่านต๊าป และประแจได้ถูกต้องตั้งแต่ครั้งแรก จำหลักง่ายๆ ไว้ 3 ข้อ คือ ดอกต๊าปเท่ากับ D − P, ประแจ M10/M12/M14/M22 ต่างกันระหว่าง ISO กับ DIN/JIS และเกรด 8.8 หมายถึงความต้านแรงดึงระบุ 800 MPa กับจุดคราก 80% ของค่านั้น
หากโรงงานของคุณตัดเพลา เหล็กเส้นกลม หรือเหล็กเกลียวตลอดเป็นประจำ และอยากได้หน้าตัดที่เรียบ ตรง และต้นทุนต่อชิ้นต่ำ ติดต่อ CNE Service เพื่อรับคำแนะนำเรื่องเครื่องเลื่อยสายพานและใบเลื่อยสายพาน Eberle ที่เหมาะกับวัสดุและปริมาณงานของคุณ
