ตารางเหล็ก H-Beam / I-Beam (Wide Flange) ขนาดมาตรฐานและน้ำหนักต่อเมตร ตาม JIS G3192

ตารางเหล็ก H-Beam หรือเหล็กรูปพรรณหน้าตัด H เป็นข้อมูลที่ช่าง วิศวกร และฝ่ายจัดซื้อต้องเปิดดูแทบทุกโปรเจกต์ ไม่ว่าจะเป็นงานโครงหลังคาโรงงาน เสาคาน ชั้นลอย หรือแท่นรองเครื่องจักร บทความนี้รวบรวมขนาดมาตรฐานและน้ำหนักต่อเมตรของเหล็ก H-Beam ตามมาตรฐาน JIS G3192 ซึ่งเป็นระบบขนาดที่ใช้กันแพร่หลายในไทย ควบคู่กับ มอก. 1227 (เหล็กโครงสร้างรูปพรรณรีดร้อน) พร้อมอธิบายวิธีอ่านขนาดอย่าง H200x200x8x12 ความต่างระหว่าง H-Beam, I-Beam และ Wide Flange รวมถึงหลักการเลือกใช้และการตัดเหล็กรูปพรรณให้ได้งานเรียบร้อย

ถ้าคุณกำลังถอดแบบ ประมาณราคา หรือวางแผนตัดเหล็กรูปพรรณด้วยเครื่องเลื่อยสายพาน ตารางในบทความนี้จะช่วยให้คำนวณน้ำหนักและจำนวนเที่ยวขนส่งได้เร็วขึ้นมาก

เหล็ก H-Beam คืออะไร

เหล็ก H-Beam คือเหล็กโครงสร้างรีดร้อนที่มีหน้าตัดเป็นรูปตัว H ประกอบด้วย 2 ส่วนหลัก คือ ปีก (Flange) สองข้างที่วางขนานกัน และ เอว (Web) ที่เชื่อมปีกทั้งสองไว้ตรงกลาง รูปทรงนี้ทำให้เนื้อเหล็กส่วนใหญ่ไปอยู่ไกลจากแกนกลาง จึงต้านแรงดัดได้ดีมากเมื่อเทียบกับน้ำหนัก เหมาะกับงานเสาและคานที่ต้องรับน้ำหนักมาก

ในประเทศไทย เหล็ก H-Beam ส่วนใหญ่ผลิตตามระบบขนาดของ JIS G3192 (Dimensions, mass and permissible variations of hot rolled steel sections) ส่วนเกรดเนื้อเหล็กที่พบบ่อยคือ SS400 ตาม JIS G3101 และเกรด SM ตาม JIS G3106 สำหรับงานที่ต้องเชื่อมมาก หากอยากรู้รายละเอียดเกรดเหล็กโครงสร้างที่ใช้บ่อยที่สุด อ่านเพิ่มได้ที่บทความ SS400 คืออะไร มาตรฐาน JIS G3101

วิธีอ่านขนาด H200x200x8x12

ขนาดเหล็ก H-Beam จะเขียนเรียงเป็น 4 ตัวเลขในหน่วยมิลลิเมตร คือ H x B x t1 x t2 ยกตัวอย่าง H200x200x8x12 อ่านได้ดังนี้

  • H = 200 มม. ความสูงของหน้าตัด (Depth) วัดจากผิวนอกปีกบนถึงผิวนอกปีกล่าง
  • B = 200 มม. ความกว้างของปีก (Flange width)
  • t1 = 8 มม. ความหนาของเอว (Web thickness)
  • t2 = 12 มม. ความหนาของปีก (Flange thickness)

นอกจาก 4 ค่านี้ ในตารางมาตรฐานจะมีค่า r คือรัศมีโค้งตรงรอยต่อระหว่างเอวกับปีก ซึ่งมีผลต่อพื้นที่หน้าตัดและน้ำหนักเล็กน้อย ร้านเหล็กบางแห่งเรียกขนาดแบบย่อ เช่น “H200” หรือ “H 200×200” ซึ่งอาจหมายถึงได้มากกว่าหนึ่งขนาด เวลาสั่งซื้อจึงควรระบุครบทั้ง 4 ตัวเลขเสมอ เพื่อไม่ให้ได้ของผิดสเปก

อีกจุดที่มือใหม่สับสนบ่อยคือขนาดที่ความสูงไม่ใช่ตัวเลขกลม เช่น H194x150 หรือ H294x200 ขนาดกลุ่มนี้คือ H-Beam ปีกกลางตามตาราง JIS เวลาเรียกทั่วไปอาจพูดว่า “H200x150” หรือ “H300x200” แต่ความสูงจริงคือ 194 และ 294 มม. ตามลำดับ ต้องระวังตอนถอดแบบและวัดระยะ

H-Beam vs I-Beam vs Wide Flange ต่างกันอย่างไร

สามคำนี้มักถูกใช้ปนกันในหน้างาน แต่จริงๆ แล้วมีความต่างที่ควรรู้

H-Beam

ปีกกว้างและผิวด้านในของปีกขนานกัน (ความหนาปีกเท่ากันตลอด) ในตาราง JIS แบ่งย่อยเป็น 3 กลุ่มตามสัดส่วนปีก คือ ปีกกว้าง (B เท่ากับหรือใกล้เคียง H เช่น 200×200) ปีกกลาง (เช่น 294×200) และปีกแคบ (B ประมาณครึ่งหนึ่งของ H เช่น 300×150) กลุ่มปีกกว้างนิยมใช้เป็นเสา ส่วนกลุ่มปีกแคบนิยมใช้เป็นคาน

I-Beam

ปีกแคบกว่าเมื่อเทียบกับความสูง และผิวด้านในของปีกมีลักษณะ ลาดเอียง (Tapered flange) คือปีกหนาที่โคนและบางลงที่ปลาย เอวมักหนากว่า H-Beam ที่ความสูงใกล้เคียงกัน ใน JIS G3192 จัดเป็นหน้าตัดรูปตัว I แยกจากรูปตัว H งาน I-Beam ที่พบบ่อยคือรางเครนและรอกไฟฟ้า เพราะปีกลาดเอียงเหมาะกับล้อรอกบางแบบ แต่การต่อสลักเกลียวที่ปีกต้องใช้แหวนรองเอียงชดเชย

Wide Flange (W-Shape)

เป็นชื่อเรียกตามมาตรฐานอเมริกัน (ASTM A6) ลักษณะเหมือน H-Beam คือปีกขนาน แต่เรียกชื่อเป็นนิ้วและปอนด์ต่อฟุต เช่น W8x31 หมายถึงความสูงระบุประมาณ 8 นิ้ว น้ำหนัก 31 ปอนด์ต่อฟุต (ประมาณ 46.1 กก./ม.) ในไทยคำว่า “WF” มักถูกใช้เรียก H-Beam ทั่วไปด้วย ในทางปฏิบัติจึงควรดูตัวเลขขนาดเป็นหลักมากกว่าชื่อเรียก

หัวข้อ H-Beam (JIS) I-Beam (JIS) Wide Flange (ASTM)
ผิวด้านในปีก ขนาน ลาดเอียง ขนาน
สัดส่วนปีกต่อความสูง กว้าง ถึง แคบ แคบ กว้าง ถึง แคบ
หน่วยเรียกขนาด มม. (H x B x t1 x t2) มม. (H x B x t1 x t2) นิ้ว x ปอนด์/ฟุต
งานที่นิยม เสา คาน โครงสร้างทั่วไป รางเครน รางรอก โครงสร้างตามแบบอเมริกัน
การต่อสลักเกลียวที่ปีก ง่าย ใช้แหวนเรียบ ต้องใช้แหวนเอียง ง่าย ใช้แหวนเรียบ

ตารางเหล็ก H-Beam ขนาดมาตรฐานและน้ำหนักต่อเมตร (JIS G3192)

ค่าในตารางด้านล่างคำนวณจากขนาดหน้าตัดและรัศมี r ตาม JIS G3192 ฉบับปัจจุบัน ที่ความหนาแน่นเหล็ก 7.85 ก./ซม.³ และตรวจทานกับตารางของผู้ผลิตญี่ปุ่นแล้ว น้ำหนักต่อท่อนคำนวณจากความยาวมาตรฐานที่ขายบ่อยคือ 6 ม. และ 12 ม.

H-Beam ปีกกว้าง (นิยมใช้เป็นเสา)

ขนาด H x B x t1 x t2 (มม.) r (มม.) พื้นที่หน้าตัด (ซม.²) น้ำหนัก (กก./ม.) ท่อน 6 ม. (กก.) ท่อน 12 ม. (กก.)
100 x 100 x 6 x 8 8 21.59 16.9 101.4 202.8
125 x 125 x 6.5 x 9 8 30.00 23.6 141.6 283.2
150 x 150 x 7 x 10 8 39.65 31.1 186.6 373.2
175 x 175 x 7.5 x 11 13 51.43 40.4 242.4 484.8
200 x 200 x 8 x 12 13 63.53 49.9 299.4 598.8
250 x 250 x 9 x 14 13 91.43 71.8 430.8 861.6
300 x 300 x 10 x 15 13 118.5 93.0 558.0 1,116.0

H-Beam ปีกกลาง

ขนาด H x B x t1 x t2 (มม.) r (มม.) พื้นที่หน้าตัด (ซม.²) น้ำหนัก (กก./ม.) ท่อน 6 ม. (กก.) ท่อน 12 ม. (กก.)
148 x 100 x 6 x 9 8 26.35 20.7 124.2 248.4
194 x 150 x 6 x 9 8 38.11 29.9 179.4 358.8
244 x 175 x 7 x 11 13 55.49 43.6 261.6 523.2
294 x 200 x 8 x 12 13 71.05 55.8 334.8 669.6
340 x 250 x 9 x 14 13 99.53 78.1 468.6 937.2

H-Beam ปีกแคบ (นิยมใช้เป็นคาน)

ขนาด H x B x t1 x t2 (มม.) r (มม.) พื้นที่หน้าตัด (ซม.²) น้ำหนัก (กก./ม.) ท่อน 6 ม. (กก.) ท่อน 12 ม. (กก.)
150 x 75 x 5 x 7 8 17.85 14.0 84.0 168.0
200 x 100 x 5.5 x 8 8 26.67 20.9 125.4 250.8
250 x 125 x 6 x 9 8 36.97 29.0 174.0 348.0
300 x 150 x 6.5 x 9 13 46.78 36.7 220.2 440.4
350 x 175 x 7 x 11 13 62.91 49.4 296.4 592.8
400 x 200 x 8 x 13 13 83.37 65.4 392.4 784.8
450 x 200 x 9 x 14 13 95.43 74.9 449.4 898.8
500 x 200 x 10 x 16 13 112.2 88.1 528.6 1,057.2

หมายเหตุ: ตัวเลขเป็นน้ำหนักทางทฤษฎี (Nominal) น้ำหนักจริงอาจต่างได้ตามพิกัดความเผื่อของมาตรฐาน และแคตตาล็อกของผู้ผลิตบางรายอาจแสดงค่าต่างไปเล็กน้อยหากอ้างอิงรัศมี r หรือฉบับมาตรฐานที่ต่างกัน ก่อนใช้ในงานออกแบบโครงสร้างจริงควรตรวจกับเอกสารของผู้ผลิตที่ซื้อเสมอ

สูตรคำนวณน้ำหนักเหล็ก H-Beam ด้วยตัวเอง

ถ้าเจอขนาดที่ไม่อยู่ในตาราง สามารถคำนวณพื้นที่หน้าตัดได้จากสูตรนี้

A (มม.²) = 2 x B x t2 + (H − 2 x t2) x t1 + 0.858 x r²

เทอม 0.858 x r² (มาจาก 4 − π) คือเนื้อเหล็กที่เพิ่มขึ้นจากมุมโค้งทั้ง 4 มุม จากนั้นนำพื้นที่ (ซม.²) คูณ 0.785 จะได้น้ำหนักเป็นกิโลกรัมต่อเมตร ลองแทนค่า H200x200x8x12 r13 จะได้ประมาณ 63.53 ซม.² และ 49.9 กก./ม. ตรงกับตาราง สำหรับสูตรน้ำหนักเหล็กรูปทรงอื่น เช่น เพลากลม เหล็กแผ่น หรือท่อ ดูได้ที่ ตารางน้ำหนักเหล็กและสูตรคำนวณทุกรูปทรง

การเลือกใช้เหล็ก H-Beam ให้เหมาะกับงาน

  1. งานเสา เลือกกลุ่มปีกกว้าง (เช่น 150×150, 200×200, 250×250) เพราะต้านการโก่งเดาะได้ดีทั้งสองแกน
  2. งานคาน เลือกกลุ่มปีกแคบหรือปีกกลาง (เช่น 300×150, 400×200, 294×200) ซึ่งได้ความแข็งแรงในแนวดัดสูงต่อน้ำหนักเหล็ก ช่วยประหยัดเหล็ก
  3. รางเครนและรางรอก ดูสเปกจากผู้ผลิตรอกว่ารองรับปีกขนาน (H) หรือปีกลาดเอียง (I)
  4. แท่นเครื่องจักรและโครงขาตั้ง ใช้ H-Beam ขนาดเล็กถึงกลาง เน้นความแข็งตึง ลดการสั่นสะเทือน
  5. เกรดเนื้อเหล็ก งานโครงสร้างทั่วไปใช้ SS400 ได้ ส่วนงานที่ต้องเชื่อมหนักหรือรับแรงสูงมักระบุเกรด SM เช่น SM490 ขอใบรับรองผลทดสอบ (Mill Certificate) ประกอบด้วย ความต่างของมาตรฐานแต่ละระบบดูได้ใน มาตรฐานเหล็ก JIS vs DIN vs ASTM vs AISI

การเลือกขนาดหน้าตัดสำหรับงานรับน้ำหนักจริงต้องคำนวณโดยวิศวกรโยธาหรือวิศวกรโครงสร้างเสมอ ตารางนี้ใช้เพื่ออ้างอิงขนาด น้ำหนัก และการประมาณราคาเท่านั้น

ตัวอย่างใช้งานจริง: ประมาณน้ำหนักเหล็กสำหรับโครงชั้นลอย

สมมติโรงงานต้องการทำชั้นลอยเก็บของ ใช้เสา H200x200x8x12 จำนวน 8 ต้น ยาวต้นละ 4 ม. และคาน H300x150x6.5×9 จำนวน 10 ท่อน ยาวท่อนละ 6 ม.

  • เสา: 8 ต้น x 4 ม. x 49.9 กก./ม. = 1,596.8 กก.
  • คาน: 10 ท่อน x 6 ม. x 36.7 กก./ม. = 2,202.0 กก.
  • รวมเหล็กหลักประมาณ 3,798.8 กก. หรือราว 3.8 ตัน (ยังไม่รวมแผ่นเพลท สลักเกลียว และเหล็กประกอบ)

ตัวเลขนี้ช่วยให้จองรถขนส่งได้ถูกขนาด และเห็นว่าเสายาว 4 ม. ถ้าซื้อท่อน 12 ม. จะตัดได้ 3 ต้นพอดีต่อท่อน (ต้องเผื่อคลองเลื่อยและการตัดหัวท้าย ซึ่งอาจทำให้ความยาวต่อต้นสั้นกว่า 4 ม. เล็กน้อย) การวางแผนตัดล่วงหน้าแบบนี้ช่วยลดเศษเหล็กได้มาก

การตัดเหล็ก H-Beam ด้วยเครื่องเลื่อยสายพาน

เหล็กรูปพรรณอย่าง H-Beam เป็นงานตัดที่มีลักษณะเฉพาะ เพราะหน้าตัดมีทั้งส่วนบาง (เอว) และส่วนหนา (ปีก) ใบเลื่อยต้องวิ่งผ่านความหนาที่เปลี่ยนไปตลอดการตัด ถ้าเลือกใบหรือตั้งค่าไม่เหมาะ จะเจอปัญหาฟันบิ่น ใบสั่น หรือตัดเบี้ยว ข้อควรรู้มีดังนี้

  • เลือก TPI แบบฟันแปรผัน (Variable pitch) เช่น 3/4 หรือ 4/6 ตามขนาดหน้าตัด เพื่อลดการสั่นสะเทือนเมื่อฟันเปลี่ยนจากเนื้อบางไปเนื้อหนา ดูหลักการเลือกใน TPI ใบเลื่อยสายพานคืออะไร
  • ใช้ใบที่ออกแบบสำหรับเหล็กรูปพรรณ ซึ่งมักมีมุมคายและการคัดฟันที่ทนแรงกระแทก ควรเลือกใบไบเมทัลคุณภาพดี เช่น ใบเลื่อยสายพาน Eberle ในรุ่นที่ผู้ผลิตแนะนำสำหรับงานโปรไฟล์และท่อ
  • จับงานให้แน่น และวางชิ้นงานให้มั่นคง การวางตั้ง (ปีกตั้ง) หรือวางนอนให้ผลต่างกัน ควรทดลองให้เหมาะกับเครื่อง
  • ตั้งความเร็วและแรงป้อนให้สัมพันธ์กับหน้าตัด แรงป้อนสูงเกินตอนใบวิ่งผ่านเอวบางมักทำให้ฟันบิ่น
  • ตัดแบบมัด (Bundle) เหมาะกับเหล็กรูปพรรณขนาดเล็ก ช่วยเพิ่มผลผลิตต่อชั่วโมง

ถ้าต้องตัดเหล็กรูปพรรณ ท่อ และโปรไฟล์เป็นประจำ แนะนำอ่าน วิธีเลือกเครื่องเลื่อยสายพานสำหรับตัดท่อและโปรไฟล์ ซึ่งอธิบายขนาดปากตัดและฟีเจอร์ที่ควรมี และ การเลือกใบเลื่อยตามชิ้นงาน เหล็กตัน vs ท่อกลวง

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

H-Beam กับ WF เป็นเหล็กตัวเดียวกันไหม?

ในการซื้อขายในไทยมักใช้เรียกแทนกันได้ เพราะทั้งคู่เป็นเหล็กปีกขนาน แต่ WF (Wide Flange) เป็นชื่อตามระบบอเมริกันที่เรียกขนาดเป็นนิ้วและปอนด์ต่อฟุต ส่วน H-Beam ระบบ JIS เรียกขนาดเป็นมิลลิเมตร ควรยืนยันขนาดเป็นตัวเลขทุกครั้ง

H200x200 หนักกี่กิโลต่อเมตร?

ขนาด H200x200x8x12 ตาม JIS G3192 หนักประมาณ 49.9 กก./ม. ท่อนยาว 6 ม. หนักประมาณ 299.4 กก. และท่อนยาว 12 ม. ประมาณ 598.8 กก.

ทำไมน้ำหนักในแคตตาล็อกแต่ละเจ้าไม่ตรงกัน?

สาเหตุหลักคือค่ารัศมี r ที่ใช้คำนวณต่างกันตามฉบับมาตรฐาน การปัดเศษ และพิกัดความเผื่อของการรีด น้ำหนักจริงจากการชั่งจึงอาจคลาดจากค่าทฤษฎีได้เล็กน้อย ควรใช้ตารางของผู้ผลิตที่ซื้อจริงเป็นหลักเวลาออกแบบ

เหล็ก H-Beam ยาวท่อนละกี่เมตร?

ความยาวที่พบบ่อยในตลาดคือ 6 ม. และ 12 ม. บางขนาดอาจสั่งความยาวพิเศษได้ตามผู้ผลิต ควรสอบถามร้านเหล็กก่อนสั่ง

ตัด H-Beam ด้วยเครื่องเลื่อยสายพานดีกว่าตัดด้วยแก๊สหรือไฟเบอร์ตัดอย่างไร?

เครื่องเลื่อยสายพานให้หน้าตัดเรียบ ได้ฉาก ไม่มีบริเวณร้อนแข็งจากความร้อน ต่อเชื่อมหรือเจาะต่อได้ทันที และตัดได้ซ้ำความยาวแม่นยำ เหมาะกับงานผลิตจำนวนมาก ส่วนการตัดแก๊สเหมาะกับงานหน้างานที่เคลื่อนย้ายเครื่องไม่ได้

สรุป

ตารางเหล็ก H-Beam ตาม JIS G3192 ช่วยให้คุณอ่านขนาดอย่าง H200x200x8x12 ได้ถูกต้อง คำนวณน้ำหนักต่อเมตรและต่อท่อนได้เร็ว และเลือกกลุ่มหน้าตัดให้เหมาะกับงานเสาหรือคาน จำไว้ว่าต้องระบุขนาดครบ 4 ตัวเลข ใช้ค่าในตารางเพื่อประมาณการ และให้วิศวกรเป็นผู้ยืนยันสำหรับงานโครงสร้างจริง

หากโรงงานหรือร้านเหล็กของคุณต้องตัดเหล็กรูปพรรณเป็นประจำ และกำลังมองหาเครื่องเลื่อยสายพานหรือใบเลื่อยสายพาน Eberle ที่เหมาะกับงาน H-Beam ท่อ และโปรไฟล์ ติดต่อ CNE Service เพื่อรับคำแนะนำการเลือกเครื่องและใบเลื่อยให้ตรงกับชิ้นงานของคุณ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *